สังคายนาครั้งที่ 4

 

การสังคายนา ครั้งที่ ๔ (เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพาน ได้ ๒๓๘ ปี และเป็นเวลาประมาณ ๓ ปี หลังจากพระมหินทเถระ และคณะ ได้ออกไปเผยแผ่ศาสนาพุทธในลังกาทวีป) ณ เจดีย์ถูปาราม (Thuparamaya Pagoda) เมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) ในลังกาทวีป มีพระมหินทเถระ เป็นประธาน และมีพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งลังกาทวีป เป็นองค์อุปถัมภ์ ใช้ระยะเวลา ๑๐ เดือน จึงสำเร็จ

                                                                     ภาพจาก : https://www.norkaew.net/

การทำสังคายนาครั้งที่ 4 นี้ ไม่ได้ทำในประเทศอินเดีย แต่จัดทำขึ้นที่ลังกา  โดยพระมหินทเถระที่เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาที่ลังกา ได้เป็นพระเถระองค์สำคัญในการจัดทำสังคายนาครั้งนี้ โดยจัดขึ้นที่ถูปาราม อนุราชบุรี ประเทศศรีลังกา

วัตถุประสงค์สำคัญในการจัดครั้งนี้ก็เพื่อความตั้งมั่นแห่งพุทธศาสนาและเป็นการวางรากฐานให้ชาวศรีลังกาท่องจำพุทธวจนะตามแนวที่จัดระเบียบไว้แล้วในอินเดีย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าทำอยู่นานเท่าไรจึงสำเร็จ ตามที่หลักฐานปรากฏในบางแห่งระบุว่า การทำสังคายนาครั้งที่ 4 นี้ จัดทำที่เมืองบุรุษปุระในอินเดียภาคเหนือ ซึ่งเป็นการจัดทำของฝ่ายมหายาน (อาจาริยวาท) โดยความอุปถัมภ์ของพระเจ้ากนิษกะ แต่ฝ่ายเถรวาทได้แก่ ไทย ลาว พม่า เขมร ลังกา ไม่ยอมรับรอง เพราะถือว่าเป็นการสังคายนาของนิกายอื่น ผลอันหนึ่งของการสังคายนาครั้งนี้ คือ ฝ่ายมหายานใช้ภาษาสันสกฤต ในการจารึกพระไตรปิฎก

สรุปการทำสังคายนาครั้งที่ 4

1. ประสงค์จะบันทึกคัมภีร์ฝ่ายสัพพัตถิกวาทเป็นภาษาสันสกฤต และทำให้พระพุทธศาสนาแบบมหายานมั่นคง
2. ประมาณ พ.ศ. 643 โดยมีพระเข้าร่วมกว่า 500 รูป
3. ทำที่เมืองชาลันธร แคว้นกัษมีระ ตอนเหนือของประเทศอินเดีย
4. พระเจ้ากนิษกะได้ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งนี้


ผลของการทำสังคายนาครั้งนี้เนื่องจากเป็นครั้งแรกของฝ่ายมหายาน จึงมีผลดังนี้

1. มีการเขียนคำอธิบายพระไตรปิฎกหรืออรรถกถาเป็นภาษาสันสกฤต ปิฎกละ 1,000,000 โศลก โดยความอุปถัมภ์ของพระเจ้ากนิษกะและการแนะนำของพระปารศวเถระ
2. มีการประสานความคิดระหว่างนิกายทั้ง 18 นิกาย แล้วจารึกคัมภีร์ทางศาสนาเป็นสัน กฤตครั้งแรก 
ปรากฏว่า หลวงจีนยวนฉ่างกล่าวถึงการสังคายนาครั้งนี้ มีการจารึกพระธรรมลงบนแผ่นทองเหลืองและเก็บไว้ในหีบทำด้วยศิลา เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นอันดีในพระเจดีย์ แม้ว่าทางฝ่ายเถรวาทจะไม่บันทึกการสังคายนาครั้งนี้ แต่ประวัติศาสตร์โดยทั่วไปก็จารึกไว้จึงเป็นสังคายนาที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่พุทธศาสนิกฝ่ายอุตตรนิกาย