สังคายนาครั้งที่ 2

 
การประชุมทำสังคายนาในครั้งที่ 2 นี้เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว 100 ปี

ณ วัดวาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ชมพูทวีป มีพระยสะกากัณฑกบุตร เป็นประธาน และมีพระเจ้ากาลาโศกราช เป็นองค์อุปถัมภ์ ใช้ระยะเวลา ๘ เดือน จึงสำเร็จ

 

                                   ภาพจาก  : http://www.dhammajak.net/

สาเหตุที่นำไปสู่การสังคายนา คือ ภิกษุชาวแคว้นวัชชีจำนวนมากจงใจละเมิดพระวินัย คือ สิกขาบทอันมีมาในพระปาติโมกข์ 10ประการคือ

1. สิงคิโลณกัปปะ เก็บเกลือเอาไว้ปรุงอาหารฉันได้(ผิด เพราะสะสมอาหาร ปรับอาบัติปาจิตตีย์)
2. ทวังคุลกัปปะ ฉันโภชนะเมื่อเวลาบ่ายตอนที่ตะวันล่วงไปแล้ว2 องคุลีได้ (ผิด เพราะฉันโภชนะในเวลาวิกาล ปรับอาบัติปาจิตตีย์)
3. คามันตรกัปปะ ภิกษุฉันเสร็จแล้วเข้าไปในละแวกบ้าน ฉันโภชนะอีกซึ่งเป็นอาหารเหลือได้ (ผิด เพราะฉันอาหารพร่ำเพรื่อ คือฉันแล้วฉันอีก ปรับอาบัติปาจิตตีย์)
4. อาวาสกัปปะ มีสีมาเดียวกัน แต่ทำอุโบสถไม่พร้อมกันได้ (ผิด เพราะไม่สามัคคีกัน ปรับอาบัติทุกกฏ)
5. อนุมติกัปปะ สงฆ์ยังไม่พร้อม อาจทำสังฆกรรมไปก่อนได้ ผู้มาทีหลังจึงขออนุมัติ (ผิด เพราะให้ทำฉันทะมาก่อนแล้วยจึงทำสังฆกรรม ปรับอาบัติทุกกฎ)
6. อาจิณณกัปปะ ประพฤติตนตามธรรมเนียมที่อาจารย์เคยประพฤติมาได้(ผิด เพราะความประพฤติบางอย่างถือว่าไม่สมควร)
7. อมถิตกัปปะ นมสดที่แปรสภาพแต่ยังไม่ถึงความเป็นนมส้ม ภิกษุฉันอาหารแล้วจะดื่มนมอันเป็นของเหลือ (อนติริตตะ) ได้ (ผิด เพราะโภชนะอันเป็นอนติริตตะ)
8. ชโลคิงปาตุง ดื่มสุราอย่างอ่อนที่ยังไม่ถึงความเป็นน้ำเมาได้(ผิด เพราะดื่มสุราและเมรัย ปรับอาบัติปาจิตตีย์)
9. อทสกัง นิสีทนัง ใช้ผ้าปูที่นั่งไม่มีชายได้(ผิด เพราะละเมิดบัญญัติที่ให้ภิกษุต้องนั่งผ้าปูที่มีชาย ปรับอาบัติปาจิตตีย์)
10. ชาตรูปรชตัง รับเงินและทองได้ (ผิด เพราะห้ามมิให้ภิกษุรับเงินและทอง ปรับอาบัติปาจิตตีย์) 
                   ในคราวนั้น พระยสกากัณฑบุทต ชาวเมืองปาฐา จาริกมาถึงเมืองเวสาลี เห็นพวกภิกษุชาววัชชีประพฤติผิด จึงได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งแก่พระเถระหลายรูป จึงเห็นว่าควรประชุมทำสังคายนา และการทำสังคายนาครั้งที่ 2  ทำที่วาลิการาม เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดีย พระอรหันต์เข้าร่วมประชุมจำนวน 700 รูป พระสัพพกามีเถระ เป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์และเป็นองค์วิสัชนา พระเรวตเถระเป็นองค์ปุจฉา พระเจ้ากาลาโศกราช กษัตริย์ผู้ครองแคว้นมคธและวัชชีเป็นองค์อุปถัมภกและเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ใช้เวลาทำสังคายนาครั้งนี้ 8 เดือนจึงเสร็จ

ผลของการทำสังคายนาครั้งที่ 2 นี้  ทำให้พระพุทธศาสนาแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ ๆ คือ

  • กลุ่มเถรวาทหรือหีนยาน 
  • กลุ่มอาจริยวาทหรือมหายาน
อาจริยวาทหรือมหายาน 

             เป็นนิกายของภิกษุฝ่ายเหนือของอินเดียบางทีเรียก"อุตรนิกาย"(นิกายฝ่ายเหนือ) บ้าง "อาจารยวาท" บ้าง มีจุดมุ่งสอนให้ระงับดับกิเลสทั้งยังได้แก้ไขคำสอนในพระพุทธศาสนา ให้ผันแปรไปตามลำดับ พวกนี้เรียกลัทธิของตนว่า"มหายาน" แปลว่า"ยานใหญ่" อาจพาให้ข้ามวัฏสงสารคือ ทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด นิกายนี้เจริญรุ่งเรื่องในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย ญี่ปุ่นเกาหลี และเวียดนาม


เถรวาทหรือหีนยาน 

             เป็นนิกายของภิกษุฝ่ายใต้ของอินเดียบางทีเรียก "ทักษิณนิกาย" (นิกายฝ่ายใต้) คือ "เถรวาท" มุ่งสอนให้พระสงฆ์ปฏิบัติดับกิเลสของตนเองก่อนและห้ามเปลี่ยนแลงแก้ไขพระธรรมวินัยอย่างเด็ดขาด คำว่า "หีนยาน" เป็นคำที่มหายานตั้งให้ "ยานเล็ก" ภิกษุฝ่ายใต้เรียกตัวเองว่า"เถรวาท"หมายถึง ผู้ปฏิบัติตามพุทธบัญญัติ นิกายนี้มีผู้นับถือมากในประเทศศรีลังกาพม่า ลาว ไทย และกัมพูชา