พระเสวียนจั้ง-พระถังซัมจั้ง

                                                             ภาพจาก :http://thebuddh.com/

พระถังซัมจั๋ง มีชื่อเดิมว่าเหี้ยนจึง เป็นชาวมณฑลเหอหนาน เมื่อเยาว์วัยได้ติดตามพี่ชายคนที่สอง ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุในเมืองลั่วหยาง และได้รับเลือกให้เป็นนาคหลวงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 13 ปี และมีความสามารถในการแสดงธรรมเป็นอย่างมาก เมื่อสิ้นราชวงศ์สุย และเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ถังแล้ว ท่านจึงตัดสินใจเดินทางไปแสวงธรรมในประเทศอินเดีย ได้ออกเดินทางเมื่อปี พ.ศ. 1170  เรื่องราวระหว่างการเดินทางปรากฏอยู่ในบันทึก “จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง” ซึ่งพระถังซัมจั๋งเป็นผู้จดบันทึกเอง ต่อมาพระภิกษุเปี้ยนจีเป็นผู้เรียบเรียงในรัชสมัยจักรพรรดิถังไท่จง ยุคราชวงศ์ถังและเสร็จสิ้นลงในปี ค.ศ. 646  บุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ถูกหยิบยกไปดัดแปลงผสมกับจินตนาการสร้างเป็นสื่อบันเทิงกันมากมาย พระถังซัมจั๋งเองก็ถูกนำไปดัดแปลงในนิยายไซอิ๋วที่น่ามหัศจรรย์ แต่เบื้องหลังของนิยายมีเรื่องราวที่มาจากบันทึกของพระภิกษุชาวจีนผู้มีชื่อเลื่องลือซึ่งน่าสนใจแทรกเอาไว้มากมายด้วย  ได้ศึกษาพระธรรมที่มหาวิทยาลัยนาลันทา และจาริกแสวงบุญในอินเดีย นานถึง 11 ปี รวมระยะเวลาไปกลับทั้งสิ้น 19 ปี เป็นระยะทางกว่า 5 หมื่นลี้ ส่งให้จดหมายเหตุชิ้นนี้ของท่านนั้นอุดมไปด้วยข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับดินแดนในเอเชียกลางและเอเชียใต้เมื่อพันกว่าปีที่แล้วกว่า 138 แว่นแคว้น โดยในจำนวนนี้มี 110 แคว้นที่ท่านเดินทางไปด้วยตนเอง ขณะที่อีก 28 แคว้นนั้นท่านบันทึกจากคำบอกเล่าของผู้อื่น นับเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง
ด้วยเหตุนี้เมื่อพระภิกษุเสวียนจั้งกลับมาจีนแล้ว คนนิยมยกย่องเรียกท่านว่า ‘ซันจั้งฝ่าซือ’ เสียงจีนแต้จิ๋วว่า ‘ซำจั้งฮวยซือ’ ซำจั๋ง แปลว่า ไตรปิฎก ฮวยซือ แปลว่า ธรรมาจารย์ (อาจารย์ผู้สอนธรรม) เป็นคำเรียกยกย่องพระภิกษุผุ้ทรงคุณวุฒิ สองคำรวมกัน หมายถึง พระธรรมาจารย์ตรีปิฎก เป็นที่มาของคำว่า ‘ถังซำจั๋ง’ ซึ่งหมายถึง ‘พระตรีปิฎกาจารย์แห่งราชวงศ์ถัง’ เป็นชื่อที่แพร่หลายในประเทศไทย…”

                                             ภาพจาก : https://www.posttoday.com/

พระจีนจำนวนเป็นพันที่เดินทางไปศึกษา แต่มีชีวิตรอดกลับมาไม่ถึงยี่สิบ ล้มตายระหว่างทางมากมาย  พระถังซัมจั๋งเป็นหนึ่งบุคคลสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นผู้ที่ทำให้พระพุทธศาสนา(นิกายมหายาน) ได้แพร่หลายจนถึงทุกวันนี้ คัมภีร์ต่าง ๆ ซึ่งเดิมเป็นภาษาสันสกฤต ท่านได้แปลเป็นภาษาจีน อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด  จนทำให้พุทธศาสนาได้แพร่หลายในจีน  เกาหลี ญี่ปุ่น ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะจดหมายเหตุที่ท่านบันทึกการเดินทาง   ใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพพานได้อย่างดี เมื่อท่านศึกษาจนได้ความรู้สูงสุดแล้วท่านจึงเดินทางกลับไปจีนเมื่อ ปี พ.ศ. 1188 ซึ่งการลากลับครั้งนี้ทำให้กษัตริย์และประชาชนในชมพูทวีปและประเทศต่างๆ 18 ประเทศ มีความอาลัยท่านยิ่งนักพากันมาส่งถึงชายแดนมากมาย ท่านได้นำพระไตรปิฏกภาษาสันสกฤตมาด้วย เมื่อท่านเดินมาถึงชายแดนเมืองฉางอาน ท่านจึงได้ส่งสาส์นไปถึงพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษที่ได้หลบหนีออกไปจากราชอาณาจักรเมื่อ 17 ปี ที่แล้ว
พระเจ้าถังไท่จง ทรงยินดียิ่งนักที่ท่านเฮี่ยงจังกลับมา จึงออกราชองค์การให้ประชาชนจีนทุกบ้านจัดโต๊ะหมู่บูชาประดับด้วยดอกไม้ธูปเทียนบูชาตลอดทางให้ พระญาติผู้ใหญ่ไปรับพระสมณเฮี่ยงจังกลับมาสู่นครฉางอาน เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าถังไท่จง ๆ ทรงนับถือความรู้ของท่านเฮี่ยงจัง จึงตรัชชวนพระเฮี่ยงจังให้สึก ออกมารับราชการ จะมอบตำแหน่งเสนาบดี(นายกรัฐมนตรี) ให้ แต่พระเฮี่ยงจังปฏิเสธ บอกความต้องการเผยแผ่ศาสนา พระเจ้าถังไท่จงจึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาการุณคุณาราม ซึ่งเป็นพระราชวังเดิมได้ถวายอุทิศส่วนบุญให้สมเด็จพระพันปีหลวง

                                ภาพจาก :  http://topicstock.pantip.com/

เมื่อกลับมาแผ่นดินจีนแล้วท่านสมณเฮี่ยงจังได้อุทิศเวลาทั้งหมดในการเผยแผ่พระศาสนา  โดยท่านได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้แปลคัมภีร์พระไตรปิฎก  จากภาษาสันสกฤตสู่ภาษาจีน  ได้จำนวน  74  ปกรณ์ นับเป็นผูกลานได้  1335  ผูก โดยมีราชบัญฑิตคอยช่วยเหลือ 20 กว่าท่านช่วยบันทึกการแปลคัมภีร์ ครั้นถึงเมื่ออายุได้  64  พรรษา  ท่านได้อาพาธ  โรคเก่าสมัยที่ท่านเดินทางผ่านภูเขาน้ำแข็งกลับมากำเริบอีก ท่านจึงหยุดแปลคัมภีร์ บรรดาลูกศิษย์ต่างขอร้องให้ท่านแปลต่อ ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญ  ต้องใช้ลานอีกประมาณร้อยกว่าผูก แต่ท่านเห็นว่าไม่ไหวจึงบอกว่า   แปลไม่จบอย่าแปลต่อเลย   ท่านได้ใช้เวลาที่เหลือ  สี่เดือนสุดท้ายก่อนละสังขารได้บำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างเต็มที่  จนถึงเวลาใกล้มรณภาพท่านได้เรียกลูกศิษย์เข้ามาพร้อมสั่งเสียไว้ว่า ถ้าฉันตายแล้ว อย่าจัดงานศพฉันให้เอิกเกริกใหญ่โต ให้ใช้เสื่อที่ฉันนอนห่อศพไปฝังก็พอ แล้วก็ให้ลูกศิษย์อ่านบัญชีให้ฟังว่า ในชีวิตของท่านได้แปลคัมภีร์กี่ปกรณ์  ได้สร้างพระบฏไปกี่ผืน  ได้หล่อสร้างพระพุทธรูปไปกี่องค์ เมื่อลูกศิษย์อ่านบัญชีจบท่านก็อนุโมทนา  ยกมือไหว้อธิฐาน ข้าพเจ้าพระเฮี่ยงจังขอแผ่ส่วนกุศลที่ทำมาทั้งหมดแก่สรรพสัตว์ทั้งปวง และขอให้เป็นพลวปัจจัย ให้ข้าพเจ้าเฮี่ยงจังเมื่อได้ดับขันธ์ไปแล้วขอให้ข้าพเจ้าเฮี่ยงจังได้ไปพบพระศรีอริยเมตไตย์ในดุสิตภพด้วยเถิด   พระถังซัมจั๋งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 664 รวมอายุได้ 62 ปี ฮ่องเต้ถังเกาจง (ฮ่องเต้องค์ใหม่) ทรงรำพึงว่าพระองค์ได้สูญเสียสมบัติอันมีค่าของชาติไป