แสดงธรรมโปรดยสกุลบุตร

ณ เมืองพาราณสี มีกุลบุตรผู้หนึ่งนามว่า  ยสะ  เป็นบุตรชายของเศรษฐีกับนางสุชาดา เป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่ พ่อแม่ก็ทะนุถนอมอย่างแก้วตา มีชีวิตการเป็นอยู่คล้ายคลึงกับที่พระสิทธัตถโคตมะ คือพ่อแม่ได้ปลูกเรือนให้ ๓ ฤดู กล่าวคือ มีความสุขสบายที่สุด ได้รับการบำเรอด้วยดนตรี ล้วนแต่สตรีประโคมไม่มีบุรุษเจือปน ราตรีวันหนึ่ง ยสะ อยู่ในปราสาทตามปกติมีนางกำนัลแวดล้อมขับกล่อมจน ยสะ นั้นหลับไปนางกำนัลเห็นยสะหลับแล้วจึงพากันนอน ยสะ ตื่นขึ้นกลางดึก เห็นหมู่ชนบริวารกำลังนอนหลับ มีอากัปกิริยาพิกลต่างๆ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีเหมือนเมื่อก่อน คือบางนางมีพิณตกอยู่รักแร้ บางนางมีตะโพนวางอยู่ที่คอ บางนางมีเปิงมางตกอยู่ที่อก บางนางสยายผม บางนางมีเขฬะไหล บางนางบ่นละเมอต่างๆ หมู่ชนบริวารเหล่านั้นปรากฏแก่ยสกุลบุตรดุจซากศพทิ้งอยู่ในป่าช้า

ภาพจาก : http://www.watpamahachai.net/

เห็นดังนั้นก็เกิดความสลดใจสวมรองเท้าออกจากปราสาทอย่างไม่มีจุดหมายจิตใจว้าวุ่นพลางบ่นไปตลอดทาง “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ”  ในเวลานั้นจวนใกล้รุ่ง พระบรมศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ทรงได้ยินเสียงยสกุลบุตรออกอุทานเช่นนั้น เดินมายังที่ใกล้ จึงตรัสเรียกยสกุลบุตรว่า “ยสะที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ท่านจงมาที่นี่เถิด นั่งลงเถิด เราจักแสดงธรรมให้ฟัง“ จึงถอดรองเท้าเข้าใกล้ ถวายบังคมแล้วนั่งที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงตรัสอนุปุพพิกถาเทศนา คือ ถ้อยคำที่กล่าวโดยลำดับ ได้แก่ การพรรณนาทานกถา การให้ก่อน แล้วพรรณนาศีล ความรักษากายวาจาให้เรียบร้อยเป็นลำดับแห่งทาน พรรณนาสวรรค์ พรรณนาโทษของกามคุณ ที่บุคคลใคร่ ซึ่งความสุขไม่ยั่งยืน และพรรณนาอานิสงส์แห่งการออกจากกาม อันเป็นลำดับแห่งโทษของกามเรียกว่าเนกขัมมะ ฟอกจิตของยสกุลบุตรให้ปราศจากมลทินให้เป็นจิตสมควรรับธรรมเทศนา ให้เกิดดวงตาเห็นธรรมเหมือนผ้าที่ปราศจากมลทินควรแก่การได้รับน้ำย้อมฉะนั้น แล้วทรงแสดง อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เมื่อจบพระธรรมเทศนา ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรมพิเศษเป็น  "โสดาบุคคล"  เป็นพระอรหันต์องค์แรกที่บรรลุพระอรหันต์ก่อนอุปสมบท

               ภาพจาก : https://www.facebook.com/

ท่านเศรษฐีแลเห็นบุตรชายแต่ไม่ทราบว่าบุตรชายนั้นสิ้นอาสวะแล้วจึงได้พูดกับลูกชายว่า “ยสะลูกรักเจ้ามาอยู่ที่นี่เองหรอกหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่ามารดาของเจ้านั้นโศกเศร้ายิ่งนัก เจ้าอย่าได้รีรอเลยจงรีบกลับไปหามารดาโดยเร็วเถิด”ฝ่ายยสกุลบุตรไม่ได้พูดกล่าวอะไรได้แต่มองไปทางพระบรมศาสดา

พระองค์จึงทรงตรัสว่า “ดูก่อนท่านเศรษฐี บัดนี้ยสะได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์แล้ว มิใช่ผู้ที่จะกลับไปครองเพศฆราวาสอีกแล้ว” ท่านเศรษฐีจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็นับว่าเป็นบุญของยสะแล้ว” แล้วจึงขออาราธนาพระบรมศาสดาและยสะไปรับบิณฑบาตที่บ้านของตนในเช้าวันรุ่งขึ้น

เมื่อท่านเศรษฐีกลับไปแล้วยสกุลบุตรก็ได้  กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระบรมศาสดาจึงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาพิเศษแก่ท่านว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด” ทรงตัดคำว่า “เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ” ข้างท้ายออกเสีย ด้วยพระยสะถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ครั้นเวลาเช้าพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระยสะตามเสด็จไปรับบิณฑบาตที่บ้านท่านเศรษฐี

โดยมีมารดาและภรรยาเก่าของพระยสะถวายภัตร พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะจนเกิดความเลื่อมใสจึงของถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะนับว่าเป็น  อุบาสิกา  คู่แรกที่ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ  ครั้งนั้นสหายที่รักใคร่ของพระยสะอันได้แก่ วิมละ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ ๔คน

ทราบข่าวว่าพระยสะออกบวช เกิดความสนใจใคร่จะรู้ธรรมที่ทำให้พระยสะออกบวชทั้ง ๔ คน  จึงพร้อมกันไปพบพระยสะถึงที่อยู่ พระยสะได้พาสหายทั้ง ๔ คนนั้นไปเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลขอให้ทรงสั่งสอน พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงธรรมโปรดทั้ง ๔ นั้น จนได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว และประทานอุปสมบทให้เป็นภิกษุ ทั้งทรงสั่งสอนให้บรรลุพระอรหัตผลในกาลต่อมาโลกจึงมี  พระอรหันต์ในโลกเป็น ๑๑ องค์ด้วยกันรวมทั้งพระบรมศาสดา

                                 ภาพจาก : https://www.facebook.com/

ต่อมาสหายอีก ๕๐  คนของพระยสะได้ทราบข่าวจึงตามออกบวชด้วย พระบรมศาสดาทรงประทานอุปสมบทให้และทรงสั่งสอนจนบรรลุอรหัตผล   โลกจึงเกิดมีพระอรหันต์ถึง  ๖๑   องค์  รวมทั้งพระบรมศาสดาด้วย เมื่อพระสาวกนั้นเพียงพอแก่การประกาศพระศาสนาแล้วจึงทรงมีพุทธดำรัสแก่พระสาวกทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิมุตติธรรมที่ตถาคตได้บรรลุท่านทั้งหลายก็บรรลุแล้วเช่นกัน

ธรรมนี้ทำให้พ้นจากบ่วงเครื่องร้อยรัดทั้งหลายที่เป็นของทิพย์ ที่เป็นของมนุษย์ ท่านทั้งหลายจงเที่ยวไปในชนบทที่ต่างๆเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน ต่างรูปต่างไปทิศละทางอย่าไปรวมกัน  ๒  รูปในทิศเดียวกัน จงประกาศธรรมอันทำให้พรหมจรรย์บริสุทธิ์สิ้นเชิงดังที่ตถาคตตรัสไว้นี้เถิด แม้ตถาคตเองก็จักไปยังอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมเช่นกัน” พระสาวกทั้ง  ๖๐ รูป  ต่างก็ถวายอภิวาทแล้วแยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนาตามพุทธประสงค์ เมื่อพระสาวกอรหันต์ต่างแยกย้ายกันไปแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม

พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ โปรดให้สตรี ทั้ง ๒นั้นบรรลุพระโสดาปัตติผลได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วแสดงตนเป็นอุบาสิกา ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ตลอดชีวิต โดยนัยหนหลัง ต่างแต่เป็น  ผู้ชายเรียกว่า “อุบาสก” เป็นผู้หญิงเรียกว่า ”อุบาสิกา” เท่านั้น สตรีทั้ง ๒ นั้น ได้เป็นอุบาสิกาคนแรก ในโลก คือเป็นอุบาสิกาก่อนกว่าหญิงอื่นในโลก

ครั้นถึงเวลา มารดาบิดาและภรรยาเก่าของพระยสะ ได้น้อมนำเอาอาหารอันประณีต เข้าไปอังคาสพระบรมศาสดา และพระยสะ คือถวายของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยเคารพ ด้วยมือของตน พระบรมศาสดาทรงรับอาหารบิณฑบาตด้วยบาตร และทรงทำภัตตกิจ คือฉันอาหารบิณฑบาตแล้วตรัสพระธรรมเทศนาสั่งสอนชนทั้ง ๓ ให้เห็น ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงในธรรม แล้วเสด็จกลับไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

พระพุทธจริยาที่ทรงรับภัตตกิจฉันอาหารบิณฑบาตครั้งนี้ เป็นภัตตกิจที่ทรงทำครั้งแรกในบ้าน เป็นนิมิตมงคลอันดี สำหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนา ที่มีความพอใจในการทำบุญบำเพ็ญกุศลทานทั่วไป ทั้งเป็นแบบอย่างให้มีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ในบ้านสืบมาจนทุกวันนี้