ตรัสรู้

ตรัสรู้  หมายถึง การรู้แจ้งของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการรู้สภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ใน  หลักอริยสัจ 4 ทรงศึกษาค้นคว้าหาทางตรัสรู้พระอนุตร-สัมมาสัมโพธิญาณด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งวิธีหนึ่งที่ทรงปฏิบัติคือ “การบำเพ็ญทุกกรกิริยา” (คือ การทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่าง ๆ) โดยในระหว่างที่บำเพ็ญเพียรให้ตรัสรู้ธรรมอันวิเศษด้วยการบำเพ็ญทุกกรกิริยา ได้มีพราหมณ์ ๕ คน คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ รวมเรียกว่า ‘ปัญจวัคคีย์' มาคอยปรนนิบัติ หรือเป็น  ผู้อุปัฏฐาก

                                                     ภาพจาก : https://www.facebook.com/

  • วาระแรก การควบคุมอวัยวะของร่างกายไม่ให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือ กดพระทนต์ด้วยพระทนต์ (ฟัน) กดพระตาลุ (เพดานปาก) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) ไว้ให้แน่น จนพระเสโท (เหงื่อ)ไหลออกจากพระกัจฉะ (รักแร้) แต่เมื่อทรงเห็นว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงทรงเปลี่ยนไปบำเพ็ญอย่างอื่น
  • วาระที่สอง การกลั้นลมหายใจ คือ ทรงผ่อนกลั้นลมอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) ปัสสาสะ (ลมหายใจออก) เมื่อหายใจทางช่องพระนาสิก (จมูก) และช่องพระโอษฐ์ (ปาก) ไม่สะดวก ก็เกิดเสียงดังอู้ในพระกรรณ (หู) ทั้งสองข้าง ทำให้ปวดพระเศียร เสียดพระอุทร (ท้อง) และร้อนในพระกาย แต่เมื่อทรงเห็นว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงทรงเปลี่ยนไปบำเพ็ญอย่างอื่น
  • วาระที่สาม อดพระอาหาร หรือเสวยแต่เพียงน้อย จนพระกายเหี่ยวแห้ง พระฉวีเศร้าหมอง พระอัฐิ (กระดูก) ปรากฏทั่วพระกาย เมื่อทรงลูบพระกายแล้วเส้นพระโลมา (ขน) ก็หลุดร่วงออกมา พระกำลังน้อยถอยลง ไม่ว่าจะเสด็จไปข้างไหนก็ซวนเซจะล้ม

ภายหลังทรงพบว่า การทำทุกกรกิริยาไม่ใช่หนทางไปสู่การตรัสรู้ได้ และในเวลานั้น ท้าวสักกะเทวราช ที่คอยให้ความช่วยเหลืออนุเคราะห์แก่ชนผู้ประพฤติอยู่ในธรรม ได้เห็นว่าความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวจะไร้ผลเสียเปล่า จึงได้ถือพิณสามสาย เสด็จลงมาดีดถวาย สายพิณเส้นที่หนึ่งหย่อนยานเกินไป ทำให้ดีดไม่ดัง สายพิณที่สองขึงลวดตึงเกินไป ดีดเข้าก็ขาด สายพิณที่สามขึงลวดพอดีดีด ไม่หย่อน ไม่ตึงนัก ดีดดัง เสียงประสานกลมกลืนไพเราะ  จึงได้สติ แล้วยึดเอาพิณสายกลางที่พอดี มาเป็นแนวทางปฏิบัติ คือตั้งความเพียรทางใจ ให้เป็นไปพอดี ไม่หย่อน ไม่ตึง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”จึงได้ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา ไม่ทรงอดอาหาร แล้วกลับมาเสวยพระอาหารตามปกติ              

                                   ภาพจาก : https://www.blockdit.com/

เมื่อทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยอาหารตามเดิมแล้ว ปรากฏว่าในตอนเช้าของวันหนึ่ง นางสุชาดา ผู้เป็นลูกสาวของ นายบ้านเสนานคม ตำบลอุรุเวลา ปรารถนาจะบวงสรวงเทวดา จึงได้หุงข้าปายาส (คือข้าวสุกที่หุงด้วยน้ำนมโค) เมื่อเสร็จแล้วจึงจัดลงในถาดทองนำไปที่ต้นโพธิ์ และเห็นพระมหาบุรุษประทับนั่งอยู่ จึงเข้าใจว่าพระมหาบุรุษเป็นเทวดา จึงนำข้าวปายาสเข้าไปถวาย ในเวลานั้นบาตรของพระมหาบุรุษได้อันตรธานหายไป พระมหาบุรุษจึงทรงรับข้าวปายาสนั้นพร้อมทั้งถาดด้วยพระหัตถ์ขวา แล้วทอดพระเนตรแลดูนาง นางจึงทูลถวายทั้งถาดแล้วลากลับไป  จากนั้น พระมหาบุรุษทรงถือถาดข้าวปายาสเสด็จไปสู่ยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จลงสรงน้ำ เมื่อสรงน้ำเสร็จแล้วเสด็จ ขึ้นมาประทับนั่งริมฝั่ง ทรงปั้นข้าวมธุปายาสเป็นปั้น ๆ รวมได้ ๔๙ ปั้น แล้วเสวยจนหมด
ทรงเสวยเสร็จแล้ว ทรงลอยถาดและทรงอธิษฐานว่า ถ้าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ถาดจงลอยทวนกระแสน้ำ เมื่อทรงปล่อยพระหัตถ์ ปรากฏว่าถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำไปไกลถึง ๘๐ ศอก ไปจนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง ถาดนั้นจึงจมดิ่งลงไปถึงพิภพของ “กาฬนาคราช” กระทบกับถาดสามใบของพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์ (พระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์นั้นคือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ และพระกัสสปะ ซึ่งพระมหาบุรุษกำลังจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ หลังเสด็จกลับจากทรงลอยถาดอธิษฐานแล้ว พระมหาบุรุษก็ประทับอยู่ที่ดงไม้สาละ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราตลอดวัน

เวลาบ่ายเกือบเย็น พระมหาบุรุษจึงเสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบันคือ ตำบลพุทธคยา ประเทศอินเดีย) ระหว่างทางพระมหาบุรุษได้พบกับชายผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวรรณะพราหมณ์ชื่อ “โสตถิยะ” ซึ่งพราหมณ์โสตถิยะเดินถือกำหญ้าคามา ๘ กำ และได้ถวายหญ้าคาทั้ง ๘ กำ ให้แก่พระมหาบุรุษ พระมหาบุรุษทรงรับ แล้วทรงนำไปปูเป็นอาสนะสำหรับประทับนั่งที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระมหาบุรุษทรงประทับขัดสมาธิ พระบาทขวาวางทับพระบาทซ้าย และพระหัตถ์ขวาทับ พระหัตถ์ซ้าย ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ผินพระปฤษฎางค์ (หลัง) ไปทางต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วทรงตั้งพระทัยเป็นสัจจะแน่วแน่ว่า "ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธฺญาณตราบใด เราจักไม่ยอมลุกขึ้นตราบนั้น แม้ว่าเนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที"

ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนที่พระมหาบุรุษจะตรัสรู้ไม่เพียงกี่ชั่วโมง และในเวลาที่พระอาทิตย์กำลังอัสดงลงลับทิวไม้ พระยาวัสสวดีมารหรือพระยามารซึ่งคอยติดตามพระมหาบุรุษอยู่ตลอดเวลา (พระยามารตนนี้เคยผจญพระมหาบุรุษมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนที่พระมหาบุรุษเสด็จออกจากเมือง แล้วพระยามารก็เข้ามาห้ามแต่ไม่สำเร็จ) เนื่องจากพระยามารเกรงว่าถ้าพระมหาบุรุษได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็จะพ้นจากอำนาจของตน พระยามารจึงยกทัพมารมาผจญ เพื่อให้พระมหาบุรุษตกพระหฤทัยกลัว แล้วเสด็จหนีไป แต่พระมหาบุรุษทรงนึกถึงพระบารมี ๑๐ ทัศ ที่ได้ทรงบำเพ็ญมาในอดีตชาติ และทรงอธิษฐานให้ผืนแผ่นดินเป็นสักขีพยาน เสี่ยงพระบารมีธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ และด้วยอำนาจแห่งพระบารมีธรรมนั้น “พระนางธรณี” เทพยดาผู้รักษาแผ่นดิน จึงแปลงเป็นหญิงมาปรากฎกายอยู่ภายใต้อาสนะบัลลังก์ แล้วบีบพระเกศาเป็นน้ำหลั่งไหลออกมาท่วมพระยามารและบริวาร ในที่สุดพระยามารก็ต้องพ่ายแพ้ไป

                                        ภาพจาก :  https://www.matichon.co.th/   

เมื่อพระมหาบุรุษเอาชนะมารแล้ว เป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ความมืดเริ่มย่างเข้ามา แต่พระมหาบุรุษยังคนประทับนั่งที่โพธิบัลลังก์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยไม่หวั่นไหว ทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรสมาธิให้เกิดในพระทัยโดยวิธีที่เรียกว่า “เข้าฌาน” พระมหาบุรุษทรงบรรลุญาณที่หนึ่งในตอนปฐมยาม (ประมาณ ๓ ทุ่ม) ญาณที่หนึ่งนี้เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ หมายถึง ความรู้แจ้งในอดีตชาติหนหลังทั้งของตนเองและของคนอื่น พอถึงมัชฌิมยาม (ประมาณเที่ยงคืน) ทรงบรรลุญาณที่สอง ที่เรียกว่า จุตูปปาตญาณ หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความจุติ คือดับและเกิดของสัตว์โลกตลอดถึงความแตกต่างกันที่ เรียกว่า กรรม (อีกนัยหนึ่งเรียกว่า ทิพพจักขุญาณ) พอถึงปัจฉิมยาม (หลังเที่ยงคืนล่วงแล้ว) ทรงบรรลุญาณที่สามคือ อาสวักขยญาณ หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความสิ้นไปของกิเลส และอริยสัจ ๔ (ความทุกข์ เหตุเกิดของความทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์)
การได้บรรลุญาณทั้งสามของพระมหาบุรุษนั้นเรียกว่า “ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ” (หรือตรัสรู้ความเป็นพระพุทธเจ้า)

ทรงรู้ธรรมพิเศษสมดังพระประสงค์ หลังจากที่ทรงบรรพชามา ๖ ปี ซึ่งตรงกับคืนวันวิสาขปุรณมี หรือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี และขณะที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นทรงมีพระชนมายุได้ ๓๕ ปีพอดี
ดังนั้น พระนามว่า เจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระโพธิสัตว์ หรือพระมหาบุรุษ ได้กลายเป็นพระนามในอดีต เพราะนับแต่ทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นต้นไปทรงมีพระนามใหม่ว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” แปลว่า “พระผู้ตรัสรู้ธรรมเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสโดยชอบโดยพระองค์เอง”